หนุ่มวินจยย.กระชากสร้อยทองฝรั่งฟินแลนด์ ถูกจับได้ยกมือไหว้เหยื่อ สัญญาจะไม่ทำอีก

201702032031052-20041019161308-696x392

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนุ่มวินจยย.กระชากสร้อยทองฝรั่งฟินแลนด์หน้าร้านขายกล่องไปรษณีย์ กล่องพัสดุราคาถูกภายในซอยวัดบุญย์กัญจนาราม 5 ถูก จับได้ยกมือไหว้เหยื่อ สัญญาจะไม่ทำอีก

วันที่ 3 ก.พ. พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี พ.ต.ท.ปวัชร์ชัย สุดสคร รอง ผกก.ป. และ พ.ต.ท.สมพาน สุขสำราญ รอง.ผกก.สส. ร่วมกันแถลงจับกุมนายพัทธพล โต๊ะหมุดบำรุง อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29/3 หมู่ 9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมของกลางหมวกนิรภัย เสื้อวิน จยย.รับจ้าง และรถจยย.ฮอนด้า สกู้ปปี้ไอ สีส้ม หลังก่อเหตุกระชากสร้อยคอทองคำมูลค่า 50,000 บาท ของสามี-ภรรยาชาวฟินแลนด์ หน้าร้านขายกล่องไปรษณีย์ กล่องพัสดุราคาถูกภายในซอยวัดบุญย์กัญจนาราม 5 หมู่ 12 อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

จากการสอบสวนนายพัทธพล ให้การโดยอ้างว่า ตนประกอบอาชีพขี่จักรยานยนต์รับจ้างมีรายได้วันละ 200 กว่าบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อรายจ่าย จึงได้ก่อเหตุดังกล่าวขึ้น โดยทำมาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 และเคยถูกจับมาแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 59 ก่อนมาก่อเหตุอีกครั้ง โดยของกลางที่ได้นำไปขายในราคา 7,500 บาท เพื่อนำเงินไปซื้อนมให้ลูกอายุ 1 ขวบ กระทั่งมาถูกจับกุมดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากถูกจับกุมนายพัทธพล ได้ยกมือไหว้ขอโทษผู้เสียหายที่ได้ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย พร้อมบอกว่าทำไปเพราะความจำเป็น และสัญญาว่าหลังพ้นโทษจะไม่ทำอีก จากนั้นเจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

แจงอีกมุม ดราม่ารถพยาบาลเฉี่ยวปิกอัพ ผู้ป่วยรอไม่ไหวสิ้นใจ

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzQzMS8yMTU1MTcwLzE4LmpwZw==

จากกรณีเหตุการณ์รถเฉี่ยวชนกันระหว่างรถกู้ชีพและรถของร้านขายกล่องพัสดุและกล่องไปรษณีย์ที่บริเวณถนนกาญจนาภิเษก หมู่ 3 ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี โดย นายณัชพล อายุ 34 ปี เจ้าหน้าที่กู้ชีพ เปิดเผยว่า กำลังขับรถไปรับผู้ป่วยโรคหัวใจและมีอาการหยุดหายใจ ซึ่งหลังเกิดเหตุตนพยายามเจรจาและขอไปช่วยผู้ป่วยก่อน แต่คู่กรณีไม่ยอม จนต้องส่งรถกู้ชีพคันใหม่ไปรับผู้ป่วย นางชูศรี อายุ 74 ปี ซึ่งต่อมาได้รับแจ้งว่าเสียชีวิตแล้ว

ล่าสุด (19 ม.ค.) เฟซบุ๊ก ทีมงานโฆษก ตร. ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า “ทีมงานโฆษก ตร. ขอรายงานเหตุน่าสนใจ กรณีที่มีการลงข่าวว่า “รถฉุกเฉินชนกับรถกระบะ และเจ้าของรถกระบะไม่ให้รถฉุกเฉินไปรับคนป่วย เป็นเหตุให้ คนป่วยเสียชีวิตนั้น”

ข้อเท็จจริงคือ เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 60 รถฉุกเฉินโรงพยาบาลบางบัวทองกำลังจะไปรับผู้ป่วยที่แน่นหน้าอกส่งโรงพยาบาล ขณะเดินทางได้เกิดอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนกับรถกระบะ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ทางฝ่ายรถฉุกเฉินโรงพยาบาลบางบัวทองจึงได้โทรประสานไปยังโรงพยาบาลบางใหญ่ ให้ไปรับผู้ป่วยแทน

ซึ่งผู้ป่วยนั้นเป็นผู้หญิง อายุ 74 ปี ป่วยเป็นโรคไต ความดันทดละพึ่งผ่าตัดลำไส้ ซึ่งข้อจริงนั้นรถของทางโรงพยาบาลบางใหญ่ได้ไปรับแล้ว แต่ผู้ป่วยเสียชีวิตเพราะโรคประจำตัว มิได้เกิดจากการที่รถฉุกเฉินไม่ได้ไปรับผู้ป่วยตามที่ปรากฏในข่าวแต่อย่างใด

ในส่วนของรถทั้งสองคันที่ชนกัน ทางพนักงานสอบสวนได้ทำการเปรียบเทียบปรับทั้งสองฝ่าย เนื่องจากต่างฝ่ายต่างประมาท ทีมงานโฆษก ตร.จึงขอให้พี่น้องประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงต่างๆได้จากเพจทีมงานโฆษก ตร.”

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : เฟซบุ๊ก ทีมงานโฆษก ตร.

หลวงลุงสุดเซ็ง เดินออกจากกุฎิแค่ 5 นาที โจรย่องฉกเงิน สูญกว่า 1 หมื่นบาท

03

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันที่ 6 ม.ค. ร.ต.อ.ทิฐินันท์ ศรีเชียงหวาง รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี รับแจ้งมีคนร้ายเข้าไปขโมยเงินในกุฏิพระ ที่วัดป่าสามัคคีหนองแก้วฝั่งตรงข้ามร้านขายกล่องไปรษณีย์ กล่องพัสดุราคาถูก ซอยหนองเหล็ก ต.หมากแข็ง อ.เมือง จ.อุดรธานี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมฝ่ายสืบสวน

ที่เกิดเหตุเป็นกุฎิสร้างด้วยปูนชั้นเดียว พบหลวงพ่อผอง ธัมมะธีโร อายุ 59 ปี พระลูกวัด นำเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในกุฎิที่คนร้ายเข้าไปขโมยทรัพย์สิน โดยที่บริเวณหัวเตียงนอนมีกระเป๋าสีน้ำตาลใส่เงินวางอยู่ ซึ่งคนร้ายได้ทิ้งไว้ ไม่พบร่องรอยการรื้อค้นทรัพย์สิน หลวงพ่อผองให้การว่า หลังจากกลับมาจากเยี่ยมญาติที่ อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี ก็ได้มานอนพักผ่อนในกุฎิ จากนั้นได้ดูทีวีและเดินออกมาซักผ้า หลังจากตากผ้าเสร็จ ก็กลับเข้ามาที่ห้องเพื่อเปลี่ยนผ้า แล้วก็เดินออกไปหาพระอาจารย์อ้วนที่อยู่กุฎิข้างเมรุ ห่างกันประมาณ 100 เมตร โดยปิดประตูแต่ไม่ได้ล๊อคกุญแจ และได้เปิดหน้าต่างไว้ หลังได้พูดคุยกับพระอาจารย์อ้วนประมาณ 5 นาที ก็กลับมาที่กุฎิ พบว่าเงินสดจำนวน 16,500 บาท หายไปจากกระเป๋าใส่เงิน ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่สะสมจากที่ญาติโยมที่ได้ทำบุญไว้ ซึ่งจะเก็บไว้ใต้หมอน

ร.ต.อ.ทิฐินันท์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นไม่พบร่องรอยงัดและรื้อค้นทรัพย์สินแต่อย่างใด มีเพียงเงินในกระเป๋าหายไปเท่านั้น จากการสอบถามพระลูกวัดทราบว่าในช่วงเวลาที่หลวงพ่อผอง ไม่อยู่ คนร้ายอาจเป็นชายวัยรุ่นที่ขับรถจยย.เข้ามาขอบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากพระที่กุฎิข้างๆ ของหลวงพ่อผองก็เป็นได้ หลังจากนี้จะได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในวัด เพื่อหาตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผงะ พบหญิงเจ็บหนักข้างรางรถไฟ ชาวบ้านเชื่อสถานที่อาถรรพ์

ahr0cdovl3blms5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqyoc8ymtqyodq2lzkuanbn

(26 ธ.ค.) หน่วยกู้ชีพเทศบาลอิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ได้รับการประสานจากศูนย์ 1669 ว่ามีชาวบ้านแจ้งว่าพบร่างหญิงวัยกลางคนอายุประมาณ 35-40 ปี สวมเสื้อสีดำกางเกงลายสีดำ ข้างตัวมีไม้เท้าช่วยพยุง นอนหมดสติอยู่ข้างรางรถไฟหน้าศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด บริเวณบ้านโพธิ์ศรีสุข ม.11 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ ห่างจากสถานีรถไฟประมาณ 2 กิโลเมตร คาดว่าน่าจะพลัดตกรถไฟหรือถูกรถไฟเฉี่ยวชนอาการสาหัสจึงรีบรุดไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงช่วยกันนำเสื่อมาบังแดดให้ผู้บาดเจ็บ โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพหมดสติ มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณศีรษะด้านหลัง และตามร่างกาย จากนั้นหน่วยกู้ชีพจึงได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและห้ามเลือดบริเวณศีรษะ ก่อนจะรีบนำส่งโรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์เพื่อให้แพทย์ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพราะมีอาการสาหัส จากการตรวจสอบไม่พบบัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานที่บ่งบอกได้ว่าผู้บาดเจ็บเป็นใครมาจากไหน

อย่างไรก็ตามหลังจากแพทย์พยาบาลทำการรักษาบาดแผลและพยายามเรียกผู้บาดเจ็บเพื่อให้ได้สติ  จนรู้สึกตัวพอพูดคุยได้ จึงได้สอบถามข้อมูลเบื้องต้นทราบว่าชื่อ นางนิศาชน ชาวต.ท่าเรือ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา แต่พอสอบถามว่ามาจากที่ไหนและจะเดินทางไปไหน แล้วเกิดอะไรขึ้นแต่ผู้บาดเจ็บบอกว่าไม่ทราบจำอะไรไม่ได้ มีอาการสลึมสลือพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แพทย์จึงให้นอนพักจนกว่าจะอาการดีขึ้น  จึงจะสอบถามเหตุการณ์อีกครั้ง พร้อมทั้งจะได้เร่งติดตามหาญาติเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงด้วย

จากการสอบถามนายบัติ อายุ 47 ปี เล่าว่า ตนจะเดินไปปลดทุกข์ในป่าใกล้กับรางรถไฟ ได้เหลือบไปเห็นร่างผู้หญิงวัยกลางคนโดยไม่ทราบว่าเป็นใครมาจากไหน นอนหมดสติอยู่ข้างรางรถไฟ และมีบาดแผลเต็มตัว ซึ่งคาดว่าน่าจะพลัดตกรถไฟหรือถูกรถไฟเฉี่ยวชน จึงรีบเดินไปบอกรปภ.ศูนย์การศึกษาพิเศษ ให้ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบและนำร่างผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลให้แพทย์ช่วยชีวิตดังกล่าว และยังบอกด้วยว่าที่ผ่านมาโดยเฉพาะช่วงเทศกาลจะเกิดเหตุการณ์ผู้โดยสารพลัดตกรถไฟ และคิดสั้นนอนให้รถไฟทับร่างเสียชีวิตบริเวณดังกล่าวหลายครั้ง ทำให้ชาวบ้านต่างเชื่อว่าน่าจะเกิดจากความอาถรรพ์ จึงไม่ค่อยมีใครกล้าเดินมาใกล้บริเวณดังกล่าว

หนุ่มปวส.ซิ่งมอเตอร์ไซค์ชนไม้กั้นช่องอีซีพาส ดับคาทางด่วน

(26 ธ.ค.) เมื่อเวลา 00.40 น. ร.ต.อ.ธนภัทร เวศกาวี รอง สารวัตร (สอบสวน) สน.ทางด่วน 1 รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์ ชนไม้กั้นทางด่วนบางนาฝั่งทางขึ้นถนนสรรพาวุธ แขวงและเขตบางนา กทม. จึงรุดตรวจสอบ พร้อมแพทย์นิติเวช รพ.ตำรวจ และมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณช่องเก็บเงินที่ 12 พบศพ นายถาวร อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปวส.ปี 1 วิทยาลัยเทคนิคย่าน จ.สมุทรปราการ สาขาช่างก่อสร้าง สภาพศพสวมเสื้อแขนยาวสีขาว กางเกงขายาวสีดำ รองเท้าหนังสีดำ นอนคว่ำหน้าเสียชีวิต ห่างออกไปประมาณ 300 เมตร พบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นฟีโน่ สีดำ  ล้มคว่ำอยู่ นอกจากนี้ ไม้กั้นช่องอีซีพาสยังได้รับความเสียหายอีกด้วย เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำศพส่งสถาบันนิติเวช รพ.ตำรว

ร.ต.อ.ธนภัทร กล่าวว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบเห็นเพียงรถจักรยานยนต์ ผ่านกล้องวงจรปิดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนบริเวณที่พบศพยังไม่มีกล้องตัวใดจับภาพไว้ได้ ยังไม่ทราบสาเหตุว่าเหตุใดผู้ตายจึงขับขึ้นไปบนทางด่วน ซึ่งจะต้องทำการสอบสวนพยานที่เกิดเหตุเพิ่มเติม และรอผลชันสูตรจากทางแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ขอขอบคุณ

ภาพ : FM91 Trafficpro

สาวใช้ชาวเมียนมาสุดแสบยกเค้านายจ้างสูญ7ล.

ahr0cdovl3blms5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqync8ymti0njgylzc0otg3mi0wms5qcgc-1

สาวใช้ชาวเมียนมาสุดแสบทำงานได้ 2 วันที่ร้านขายกล่องไปรษณีย์ ราคาถูก ขโมยทรัพย์นายจ้างใส่กล่องพัสดุ 7 ล้าน ตำรวจเร่งสกัดจับ

นายธนภัก สิระเดชดำรง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลโคเทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทนำเข้าเครื่องมือทางการแพทย์ เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ขณะเดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.บุคคโล กรณีสันนิษฐานว่า ถูก น.ส.ขิ่น เมียท อู ยู (Miss.Khin Myint Oo @pu) สาวใช้สัญชาติเมียนมา ขโมยทรัพย์สินประเภท เงินสดสกุลไทยและยูโร สร้อยคอทองคำ แหวนเพชร รวมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท จากบ้านพัก ก่อนหลบหนีไปเหตุเกิดเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เวลาประมาณ 22.00 น.

โดย นายธนภัก เล่าว่า เพิ่งรับสาวใช้คนดังกล่าวเข้ามาทำงานได้ 2 วัน โดยติดต่อรับจ้างงานมาจากนายหน้า ซึ่งสาวใช้คนดังกล่าวนั้นเป็นคนที่ทำงานดี วันเกิดเหตุตนเองออกไปธุระนอกบ้าน และลืมกุญแจตู้เซฟไว้ในบ้าน ซึ่งหลังจากกลับมาที่บ้านตอนดึกไม่พบสิ่งของผิดปกติ โดยสาวใช้คนดังกล่าวไม่ได้นำของใช้ส่วนตัวไป และตู้เซฟรวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ในดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุตำรวจได้เข้ามาเก็บรวมพยานหลักฐาน เก็บลายพิมพ์นิ้วมือ ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในบ้านและบริเวณใกล้เคียง พร้อมประสานไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองให้ช่วยสกัดสาวใช้คนดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากเกรงว่าจะเดินทางหลบหนีออกประเทศ พร้อมกันนี้ ได้นำพยานหลักฐานเข้ายื่นต่อศาลเพื่อขออนุมัติหมายจับสาวใช้คนดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ตาม นายธนภัก ยังได้โพสต์ข้อความลงใน FB ประกาศให้รางวัลนำจับ สำหรับผู้ที่พบเห็นเบาะแสเป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท โดยสามารถประสานข้อมูลได้โดยตรงที่หมายเลขโทรศัพท์ 086-414-5456

ภาพจาก เฟชบุ๊ค Thanapak Alcotec

อุทาหรณ์! เจ้าพนักงานเภสัชกรรม ช็อกดับหลังกินยาลดความอ้วน

ahr0cdovl3blmi5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqyms8ymta3mjqyl2fzzgzizy5qcgc

(25 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเพจเฟซบุ๊ก รพ.สต.ดงมูลเหล็ก เพชรบูรณ์ ของโรงพยาบาลส่งเสริมตำบลดงมูลเหล็ก เพชรบูรณ์ โพสต์เตือนภัยยาลดความอ้วน “แมงลักแคปซูล” ระบุว่า เจ้าพนักงานเภสัชกรรมรายหนึ่ง เสียชีวิตจากการกินยาลดน้ำหนักอันตราย ที่ได้มีการเพิกถอนทะเบียนไปแล้วในประเทศไทย แต่ยังพบว่ามีการลักลอบขายและปลอมทะเบียนอยู่โดยขายกล่องกระดาษและแอบแฝงยาใส่ลงไปในกล่องกระดาษด้วย โดยตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่กลับเป็นคนในวงการสาธารณสุขด้วยกันเอง

“ขออนุญาตแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์นะคะ… มี case เสียชีวิตจากผลิตภัณ์เสริมอาหารที่ใช้ลดความอ้วน ชื่อ Mang Luk เกิดขึ้นกับน้องจพ.เภสัชฯ รพ.แห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น …เริ่มต้นจากน้องมีอาการชัก น้ำลายฟูมปาก เป็นลม หมดสติ คลำชีพจรไม่เจอ หมอ พยาบาล จนท. ช่วยกัน CPR ร่วม 2 ชั่วโมงสุดท้ายยื้อไว้ไม่ได้ เบื้องต้นแพทย์วินิจฉัย MI , sudden cardiac arrest โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หลังจากสืบสาวราวเรืองและเชื่อมโยงข้อมูลแล้ว พบว่าสาเหตุเกิดจากยาลดนน.ยี่ห้อแมงลัก ซึ่งผสม sibutramine

ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้ “แมงลัก” เป็นอาหารเสริมผสมยาอันตรายที่เพิกถอนไปแล้วในไทย กำลังระบาดหนักในกลุ่มผู้บริโภคที่หวังลดน้ำหนักซึ่งพบว่าผู้ที่ขายส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข สสจ.ขอนแก่นได้ดำเนินคดีตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ไปแล้ว ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในวงการสาธารณสุขของเราเองโดยมีโทษทั้งจำและปรับ แต่ยังพบการระบาดอยู่ทั่วไปในขณะนี้ จึงขอแจ้งมาเพื่อเฝ้าระวัง และอยากให้เป็นกรณีศึกษา…เป็นอุทาหรณ์…ก่อนที่คนใกล้ตัวจะกลายเป็น…”เหยื่อ” ช่วยกันเป็นหูเป็นตาด้วยนะคะ”

2 ผัวเมียลมแทบจับ ซื้อบ้านใหม่..แต่ได้โรงเพาะเห็ด

2 ผัวเมียเมืองเชียงใหม่ บุกร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมฯ หลังฝันสลาย ซื้อบ้านใหม่ทำเป็นเรือนหอ แต่กลายเป็นโรงเพาะเห็ด เห็ดผุดขึ้นเต็มบ้าน

นายพิษณุพันธ์ คำแวง อายุ 34 ปี พนักงานห้างค้าปลีกจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและเครื่องปั๊มไดคัทผลิตกล่อง และ นางสาวนิภาภรณ์ หน่อแก้ว อายุ 35 ปี แฟนสาว นำป้ายข้อความ “ซื้อบ้านไม่ใช่โรงเพาะเห็ด” พร้อมกับเอกสารและภาพถ่ายบ้านพักอาศัยที่ซื้อใหม่ เพื่อทำเป็นเรือนหอและกำลังอยู่ระหว่างซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าไปตกแต่ง เพื่อเตรียมจะขึ้นบ้านใหม่

บ้านหลังดังกล่าวอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ โดยทั้งสองผู้เสียหายได้เข้าร้องเรียนกับ นายเอกราช รังสรรค์ เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอความเป็นธรรมหลังพบว่าตามผนังภายในบ้านมีแต่เชื้อราขึ้น รวมทั้งตามคิ้วไม้กันเปื้อนตามพื้นห้อง มีเห็ดขึ้นมาตามซอก ผนังหลายจุด และตามผนังเกือบทุกห้อง มีเชื้อราขึ้นเต็มไปหมด

ที่ผ่านมาได้มีการร้องเรียนไปทางโครงการ แต่ทางผู้รับเหมาหรือวิศวกรที่ควบคุมดูแล ก็ไม่ดำเนินการตามที่เรียกร้อง โดยตนเองขอให้ซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิม แต่ต้องให้ตนเองเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซึ่งตนเองยังไม่ได้เข้าไปพักอาศัยและยังอยู่ในระหว่างประกันกับทางโครงการ

ที่ผ่านมาจะขอพบเจ้าของโครงการ ก็ไม่ยอมให้พบอ้างว่าไม่มีเบอร์โทรศัพท์หรือติดต่อไม่ได้ ทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ประกอบกับกำลังจะหมดสัญญาประกันความเสียหายกับทางโครงการ จึงมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมกับศูนย์ดำรงธรรม เชียงใหม่

นายพิษณุพันธ์ บอกว่า ต้องเก็บเงินมานานหลายปีเพื่อซื้อบ้านหลังนี้ในราคากว่า 2 ล้านบาท และ ต้องพักอาศัยตลอดชีวิต กลับมาเจอปัญหาแบบนี้ จึงต้องการให้โครงการรับผิดชอบ ขณะที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมได้รับเรื่องและจะเรียกทางเจ้าของโครงการหรือผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามและให้ทั้งสองฝ่ายมาพบเพื่อเจรจาหาทางออกร่วมกันต่อไป

กองทัพเรือเฮ รับเฮลิคอปเตอร์ใหม่เอี่ยม 5 ลำ เข้าประจำการ

ahr0cdovl3blmi5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqxos8ymdk5nzgyl2r4dmrjlmpwzw

กองทัพเรือจัดพิธีรับมอบเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงชุดใหม่ จำนวน 5 เครื่อง เข้าประจำการซึ่งให้การสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งจากโรงงานผลิตเครื่องปั๊มไดคัทในประเทศไทย

(10 พ.ย.) พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีรับมอบเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงชุดใหม่ จำนวน 5 เครื่อง (เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง แบบ EC645 T2) เข้าประจำการในกองทัพเรือ ณ โรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ฝูงบิน 2 หน่วยบินเรือหลวงจักรีนฤเบศร กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง

กองทัพเรือ ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายกับบริษัท แอร์บัส เฮลิคอปเตอร์ จำกัด สาธารณรัฐฝรั่งเศส ในการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง แบบ EC645 T2 จำนวน 5 เครื่อง เพื่อใช้ในภารกิจลำเลียงทางอากาศ สนับสนุนการปฏิบัติการทางเรือและกำลังนาวิกโยธิน รวมถึงการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเลและบนบก ตลอดจนการส่งกลับสายแพทย์ มีอุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและผู้ประสบภัยในทะเลรวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากเรือสู่บก โดยสามารถขึ้น – ลง ได้บนเรือของกองทุกลำที่มีลานจอดอากาศยาน

เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง แบบ EC645 T2 มีคุณลักษณะที่สำคัญ คือ เป็นเฮลิคอปเตอร์แบบ 2 เครื่องยนต์ กำลัง 1,788 แรงม้า มีความกว้าง 7.86 เมตร ยาว 13.63 เมตร สูง 3.1 เมตร น้ำหนักตัวเปล่า 2.385 กิโลกรัม น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 3,700 กิโลกรัม ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 150 นอต (270 กม./ชม.) เพดานบินสูงสุด 20,000 ฟุต ระยะบินไกลสุด 648 กิโลเมตร ติดตั้งระบบอาวุธ ปืนกลขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 2 กระบอก โดยสามารถบรรทุกผู้โดยสารสูงสุด 8 คน

ทั้งนี้ เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง แบบ EC645 T2 นับได้ว่าเป็นของเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบาที่ได้รับการอัพเกรดระบบส่งกำลัง (เกียร์) ใหม่และใช้โรเตอร์หางแบบหุ้มเฟเนสตรอน (Fenestron) ที่เพิ่มความปลอดภัยในการลงจอดและขณะบิน ลดความดังของเสียงและการสั่นสะเทือน สำหรับในส่วนของห้องนักบิน เป็นรูปแบบระบบดิจิตอลทั้งหมด สามารถเข้ากับระบบกล้อง Night Vision Goggle สามารถออกปฏิบัติการในเวลากลางคืน พร้อมระบบคอมพิวเตอร์ควบคุม ระบบหาพิกัด – ชี้เป้าด้วยเลเซอร์ และระบบดิสเพลย์อินฟราเรด – อิเล็กโทรออปติกส์ และระบบแจ้งเตือนสำหรับนักบิน ทำให้สามารถปฏิบัติการในทะเลได้ในทุกสภาพอากาศ ซึ่งเฮลิคอปเตอร์ ทั้ง 5 เครื่องนี้จะเข้าประจำการในฝูงบิน 202 กองบิน 2 กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ

ไฟไหม้คอนโดฯ ชั้น 7 ซอยเสือใหญ่ เสียหาย 2 ห้อง

ahr0cdovl3blmi5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqxos8ymdk1nzuwl25ld3mwmi5qcgc

เกิดเหตุไฟไหม้ห้องพักชั้น 7 ของคอนโดฯ แห่งหนึ่งในซอยเสือใหญ่อุทิศ จนท.ใช้เวลาควบคุมเพลิงไม่นาน ความเสียหายลุกลามไปยังห้องใกล้เคียง คาดสาเหตุเกิดจากห้องต้นเพลิงกักตุนกล่องไปรษณีย์ ราคาถูกไว้มาก และเกิดไฟฟ้าลัดวงจร เป็นเหตุให้กล่องเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ลุกลามได้รวดเร็ว

เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. คืนวานนี้ (3 พ.ย.) เจ้าหน้าที่ดับเพลิงลาดพร้าวได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ บริเวณชั้นที่ 7 ของคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในซอยรัชดาภิเษก 36 หรือ ซอยเสือใหญ่อุทิศ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบและระงับเหตุในทันที

จุดเกิดเหตุเป็นคอนโดมิเนียม “บ้านรัชโยธิน” เป็นอาคารที่พักอาศัยสูง 10 ชั้น ภายในซอยรัชดาภิเษก 36 แยก 9-3 พบเปลวเพลืงลุกไหม้จากห้องพักห้องหนึ่งบนชั้นที่ 7 ของอาคาร เพลิงได้ลุกไหม้อย่างรุนแรง ทำให้ลุกลามไปยังห้องพักที่อยู่ข้างเคียงกัน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้เข้าระงับเหตุ ฉีดน้ำดับเพลิงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาราวๆ 30 นาที ท่ามกลางอุปสรรคของพื้นที่ที่อยู่ในซอยคับแคบ ก่อนที่จะสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ในที่สุด จากการสำรวจความเสียหายเบื้องต้น พบห้องพักเสียหาย 2 ห้อง มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสำลักควัน 9 ราย หน่วยกู้ชีพให้การปฐมพยาบาลที่จุดเกิดเหตุไม่ประสงค์ไปโรงพยาบาล ส่วนสาเหตุเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่หลอดไฟเพดาน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจะทำการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก จส.100 และ ภาพจาก อส221N23-21Min41-14 ห้องไลน์ ศูนย์เฉพาะกิจ